เรื่องเล่า

บัตเตอร์ฟลาย เป็นบริษัทเล็กๆที่เกิดมาจากคน 3 คน พ่อเเม่เเละลูกชาย เเรกเริ่มเราทำขนมคัสตาร์ดขายอยู่ห้างต่างๆ เเต่จุดเริ่มที่เเท้จริงนั้นคือ คุณเเม่ตุ๋ยของเรา ทำขนมคัสตาร์ดอร่อยมากๆ ทำมานานกว่า 30 ปี เเต่ไม่ได้ทำขาย ส่วนใหญ่จะทำรับประทานเอง หรือไม่ก็เเจกเพื่อนๆเเละคนที่นับถือกันเท่านั้น จุดเด่นของขนมคัสตาร์ดของเเม่ตุ๋ยก็คือ เนื้อคัสตาร์ดจะเนียนมาก น้ำคาราเมลจะหอมหวาน เเละที่เป็นเอกลักษณ์คือ มีรสขมนิดๆ รสขมนี้ได้มาจากการเคี่ยวคาราเมลที่พอดี ซึ่งมีความยากมาก ถ้าเคี่ยวนานไปก็จะไหม้เลย คุณเเม่จะดีใจถ้าใครชอบขนมของท่าน เเต่ทานเเล้วกรุณาคืนถ้วยด้วยนะ เพราะว่าเป็นถ้วยเซรามิคที่หาซื้อยากมาก เเละคุณเเม่ก็หวงมากๆเหมือนกัน ทุกคนที่ได้เคยได้รับขนมนี้จากคุณเเม่จะทราบดี

 

ซึ่งเจ้าถ้วยนี้นี่เองที่เป็นจุดเริ่มสำคัญ คือว่าเราอยากจะเอาขนมคัสตาร์ดไปทำบุญที่วัดดอยธรรมเจดีย์ จังหวัดสกลนคร ซึ่งคิดว่าถ้วยคงจะได้กลับมาไม่ ครบเเน่เลย ความกลัวคุณเเม่จะดุ ก็เลยคิดกันว่าเราจะต้องหาถ้วยที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งได้เลยมาทำขนมดีกว่า (เดี๋ยวโดนคุณเเม่ดุเอา) ถ้วยนั้นก็หายากพอสมควรเพราะต้องทนความร้อนให้ได้พอประมาณที่จะนื่งได้ เเต่ในที่สุดก็หามาจนได็ คนที่ขายให้เราเป็นบริษัทใหญ่ที่รับทำถ้วยพลาสติกส่งนอกตามออร์เดอร์ มีถ้วยกันความร้อนได้ดีมากที่ส่งอเมริกาโดยเฉพาะ ขายขั้นต่ำ 5000 ถ้วย เราเอามาทำขนมเพื่อไปวัด 50 ถ้วย เเต่ถ้วยนี้ก็ใช้งานได้ดีมากจนคุณเเม่ชอบเพราะจะไม่ต้องทวงถ้วยคืนอีกต่อไป ก็เลยได้ทำบุญสมใจ

 

มีอยู่วันหนึ่ง ลูกชายวัย 5 ขวบของเราทำการบ้านเรื่องวงจรชีวิตของเเมลง เป็นการบ้านด้วยการวาดรูป เเมลงต่างๆ ได้วาดรูปผีเสื้อมาตัวหนึ่ง พอเราพ่อเเม่เห็นก็เกิดความคิดว่าน่ารักดี เหมาะที่จะมาทำเป็นโลโก้ ลูกชายบอกว่า "ขายให้เอาไหมครับ" เราถามว่า "กี่บาทครับลูก" เค้าก็คิดอยู่เเป๊ปนึง เเล้วตอบว่า "60 บาทครับคุณเเม่" เราสองคนมองหน้ากันพยายามจะไม่หัวเราะออกมากลัวว่าเค้าจะเสียกำลังใจ "ตกลงค่ะลูก 60 บาท" ตอบเค้าไปพร้อมจ่ายเงินสด ลูกบอกว่าไม่เเพงเเล้วนะครับ โลโก้ บัตเตอร์ฟลาย เลยเกิดมาในวันนั้น พ.ศ. 2550 
 
 

 

เมื่อได้โลโก้มาเเล้ว เราก็คิดว่าจะไปทำอะไรดี คือว่าตอนซื้อโลโก้มาก็ยังคิดไม่ออกว่าจะทำอะไรดี มาเจอถ้วยคัสตาร์ดที่เหลืออยู่ 4950 ใบก็เลยคิดออกว่าทำคัสตาร์ดขายกันดีกว่า เวลาเพื่อนหรือผู้ใหญ่หลายท่านอยากทานก็ไม่ต้องไปขอร้องคุณเเม่ด้วย ขอวานให้น้องที่รู้จักกันมานานเเละเคยลิ้มลองขนมของคุณเเม่มาเเล้ว ช่วยออกเเบบ นำไปเสนอขายให้กับวิลล่า มาเก็ต ทางวิลล่าชอบขนมของเรามาก เลยช่วยจัดจำหน่ายให้ โดยเราต้องไปส่งขนมกันเองในสาขา ต่างๆ เรา 3 คนก็เริ่มส่งขนมกัน สนุกมาก เราชอบไปดูกันว่ามีใครมาซื้อขนม ของเราบ้าง กลับบ้านมาเล่าให้คุณเเม่ฟัง คุณเเม่ชอบมาก

 

หลังจากวางขาย ที่ วิลล่า มาร์เก็ต ซักพักหนึ่ง ยอดขายก็ค่อยดีขึ้นเรื่อยๆ เราก็มีกำลังใจดีขึ้นด้วย เเต่ก็ยังไม่ได้ทำมากมายเท่าไร เพราะสาขาที่ขายก็ยังไม่ได้มากนัก อยู่มาวันหนึ่ง ยังจำได้ว่าเป็นวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2550

 

เรา 3 คนไปเดินซื้อของที่ห้าง เอมโพเรี่ยม เเละไปเดินดูขนมที่ห้างนั้น เลย สอบถามกับพนักงานที่ห้าง ว่ามีที่ว่างไหม บังเอิญคนที่ดูเเลพื้นที่ห้างอยู่ที่นั่นพอดี ชื่อคุณเเพท เธอบอกว่ามีที่ว่างพอดี เเต่ต้องเข้ามาขายให้ได้ในวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2551 บัตเตอร์ฟลายทำได้ไหม มีเวลาเตรียมตัวพร้อมกับของที่จะขาย 6 วัน ตอบไปโดยไม่ได้คิดมากว่า "ได้" โชคดีที่มีเพื่อนรุ่นพี่ชื่อ พี่ย้วย ช่วยในการออกเเบบป้ายติดหน้าร้าน พร้อมช่วยทำฉลากต่างๆเพิ่มจากขนมคัสตาร์ดรสเดียวเป็น 7 รส มี รส Original, Low fat, Intenso (คาราเมลขมมาก), Coffee, Green tea, Lemon, Strawberry. ออกเเบบเเละทำทุกอย่างเสร็จภายในเวลา 6 วัน ในวันเปิดมีคุณ ป้อง เป็น make up artist มาช่วยจัดร้าน เตรียมขนมคัสตาร์ดมาประมาณ 300-400 ถ้วย โดยคิดว่าขายสัก 2-3 วันก็น่าจะขายได้หมด เรา 3 คนมายืนขายเองตั้งเเต่ห้างเปิด ลูกค้าคนเเรกเป็น คนญี่ปุ่น เลยบอกเค้าว่า คุณเป็นลูกค้าคนเเรกนะ ดูเค้าก็ยังงงๆอยู่เเต่ก็ซื้อไป 3 ถ้วย เป็นรส original เเละ green tea ในราคาถ้วยละ 48 บาท วันนั้นเป็นวันที่คนเยอะพอสมควร เราขายขนมหมดตอนบ่ายๆ ดีใจมากๆ เจ้าหน้าที่ห้างเอมโพเรี่ยม มาบอกว่า บัตเตอร์ฟลายต้องเอาขนมมาขายเยอะกว่านี้นะคะ ห้ามของหมด ห้ามตู้โชว์ไม่มีของ เราก็ถือว่าห้างเป็นครูให้เรา บอกมาอย่างไรก็พยายามทำให้ตามนั้น ขายดีจริงๆ จนเราทำไม่ทัน ต้องสร้างเป็นโรงงานเล็กๆ ขึ้นมา

 

ภายในอาทิตย์เเรก ขายขนมคัสตาร์ดได้มากจนขึ้นมาเป็นลำดับต้นๆ ของเเผนกขนมในห้าง เอ็มโพเรี่ยม ก็ได้เรียนรู้การขายของในห้างพอสมควร ห้ามของหมด ห้ามนั่งตลอดเวลา เป็นต้น ลูกค้าก็มากขึ้น เป็นเพราะอาศัยประสบการณ์การทำขนมมายาวนานของคุณเเม่ตุ๋ย นั่นเอง



อยู่มาวันหนึ่งได้โทรศัพท์มาจากห้างเซ็นทรัล คุณเต๋า ฝ่ายจัดซื้อของทางท็อปส์ ว่าอยากให้เข้าไปพบที่สำนักงานของห้าง เราก็ไปพบตามนัด เธอบอกว่าชอบขนมคัสตาร์ดเเละรูปเเบบร้านของเรา อยากให้เปิดที่ท็อปส์บ้างได้ไหม เราก็ตอบเเบบที่ไม่ได้คิดมากว่า "ได้" เราถามเธอว่า จะให้เปิดที่ไหนครับ? กี่ที่? คุณเต๋าบอกว่าทอปส์มี 100 กว่าที่ พร้อมไหมคะ??

 

คุณเต๋าครับ 100 กว่าที่คงไม่พร้อมมั้งครับ ก็คุยกันว่าเราขอเลือกลงที่ดีที่สุดของ เซ็นทรัล ก่อน เเละขอให้อยู่ในตัวกรุงเทพชั้นใน ก็ตกลงว่าเปิดพร้อมกันน้อยๆก่อน อย่างน้อยก็ 7 ที่พร้อมกันเ คุณเต๋าบอกโอเค มีเวลาเตรียมตัวกี่วัน? เธอบอกว่าอยากให้เปิดในวันจ่าย คือ 1 วันก่อนวันตรุษจีน ตรงกับวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2551 รวมเเล้วมีเวลา 10 วัน ตกลงครับ เราก็คิดว่าต้องทำให้ได้ สั่งถ้วยคัสตาร์ดเพิ่มอีก ตอนนั้นบริษัททำถ้วยเค้าก็ปิดรับออร์เดอร์ไปเเล้วเพราะใกล้ตรุษจีน ก็ไปอธิบายให้เค้าฟังว่าเรามีความจำเป็น ขอให้ช่วยเราหน่อย ตกลงว่าเค้าช่วยผลิตให้เรา ได้ถ้วยมา 2 วัน ก่อนที่จะเปิดขายจริง เนื่องจากขนมคัสตาร์ดมีส่วนผสมหลักเป็นนมเเละไข่ ทำให้ต้องเเช่เย็นอยู่ตลอด ตู้โชว์ต้องเป็นตู้ที่ทำความเย็นด้วย ธรรมดาต้องใช้เวลานานประมาณ 21-30 วันสั่งทำ เราก็ไปขอร้องให้โรงงานทำให้เรา ภายใน 7 วัน สั่ง 7 ตู้พร้อมกัน ในช่วงตรุษจีน ตู้มาถึงห้างในคืนก่อนวันเปิดตัวพร้อมกัน ทันพอดี รถขนส่งก็ต้องเป็นรถห้องเย็น เสร็จทันพอดีเหมือนกัน ฉลากจำนวนมาก โรงพิมพ์ก็ช่วยเรา ขอบพระคุณทุกท่านจริงๆ

 

วันที่เปิดวันเเรกนั้นเป็นวันที่คนเข้าห้างมากจริงๆ อย่างที่คุณเต๋าคาดการณ์ ทางเราเตรียมขนมคัสตาร์ดไว้สาขา ละ 600-800 ถ้วย รวมกันได้ 5,000 ถ้วย ขายหมดในเวลาอันรวดเร็ว โรงงานเล็กๆ ของเราทำขนมคัสตาร์ด 24 ชั่วโมงตลอดอาทิตย์เเรก ทางห้างขอให้ขยายเป็น 25 สาขา ภายในเวลา 1 เดือน หลังจากวันเเรก ก็เป็นไปได้ดี ขยายเพิ่มสูงสุดจนเป็น 35 สาขา ทั่วกรุงเทพ 

 


เเต่เเล้ว วันฟ้าใสๆ ก็ผ่านไป วันที่ท้องฟ้าเริ่มไม่เเจ้มใสก็เข้ามา เเต่ชีวิตผีเสื้อตัวน้อยก็ดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ขายดีบ้าง ไม่ดีบ้าง เเต่ก็พอไปได้ระดับหนึ่ง 

 

มาถึงวันหนึ่ง เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นที่กรุงเทพหลายๆเหตุการณ์ด้วยกัน ทำให้มีผลกระทบต่อผู้ประกอบการโดยทั่วไป โดยเฉพาะในห้างสรรพสินค้า เราเป็นหนึ่งในนั้น สินค้าต่างๆในห้างขายกันไม่ค่อยได้ มีผลกระทบมากมาย บางที่ต้องถึงปิดกิจการไปก็มี เเต่ก็เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้เรา หยุดคิดว่าจะทำอย่างไรดี ถึงจะพาผีเสื้อตัวนี้โบยบินผ่าน พายุฝนไปได้ เเต่เราก็ไม่ย่อท้อเเต่อย่างใด มีความจำเป็นต้องลดสาขาเหลือ 7 เเห่ง พอจะดำเนินการขายขนมคัสตาร์ดต่อไปได้

 


คุณเเอร์ซึ่งเป็นหัวใจของบัตเตอร์ฟลาย เป็นผู้ที่ชื่นชอบทุกอย่างที่เกี่ยวกับอาหารสุขภาพ ของต่างๆในชีวิตเราล้อมรอบไปด้วยผลิตภัณฑ์ออร์เเกนิค ไร้สารพิษ ต่างๆ ชอบศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับด้านนี้อย่างจริงจัง ถ้าจะขอเล่าเรื่องของเราให้ฟังทั้งหมดก็คงใช้เวลานานเกินไป ขอเล่าย่อๆเเล้วกันนะครับ ว่า



เรา 2 คน พบกันวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2530 ที่ เมือง Swanage ประเทศอังกฤษ เเต่งงานกัน ปี พ.ศ. 2543 คุณเเอร์ให้กำเนิดลูกชาย เมื่อวันที่ 4 พ.ย. พ.ศ. 2546 ที่ รพ.วิชัยยุทธ ระบบการเลี้ยงลูกด้วยนมของเธอน่าทึ่งมาก คือ ตั้งเเต่วันที่เกิด เธอให้ลูกด้วยนมของเธอเองเป็นเวลาถึง 2 ปีครึ่ง ในระยะเเรกเกิดถึงอายุ 5 เดือนครึ่ง ลูกเรากินนมเเม่เพียงอย่างเดียว ไม่เคยดื่มหรือกินอาหารเสริมอย่างอื่นเลย ได้รับการอบรมนมเเม่จาก ร.พ.ศิริราช ให้ความรู้เเก่เรา ลูกชายมีร่างกายที่เเข็งเเรงไม่ค่อยป่วยหรือท้องเสียเมื่อตอนเป็นเด็กทารก ไม่เคยกินนมผง คุณพ่อก็ไม่เคยชงนมให้ลูกด้วย เเต่จะมีหน้าที่ส่งลูกให้ถึงตัวเเม่เท่านั้น เวลาลูกร้องหิว เเต่ตอนโตขึ้นมาก็พบว่าลูกเราเเพ้นมวัวทั่วไป อาจจะเป็นเพราะหลายสาเหตุ เเต่ก็ดื่มนมวัวไม่ได้เลย

 

ในตอนนั้นเราก็คิดว่าน่าจะหานมวัวออร์เเกนิคให้ลูกดื่ม จะได้ลองดูว่าเเพ้ไหม เเล้วก็คิดว่าในประเทศไทยน่าจะมีฟาร์มโคนมออร์เเกนิคอยู่มาก เเต่พอมาศึกษาดูเเล้วกลับพบว่า ยังไม่มีฟาร์มโคนมในประเทศไทย ฟาร์มไหนเลยที่เป็นฟาร์มโคนมออร์เเกนิคเเท้ๆ ที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานอินทรีย์ มีเเต่บอกว่าตัวเองเป็นออร์เเกนิคเเต่ยังไม่มีผู้รับรอง ความรู้ทางด้านการเลี้ยงวัวของเราเป็นศูนย์ เลี้ยงเองคงไม่รอดเเน่ๆ ต้องค้นหากันพักใหญ่ จึงพบว่า ผศ.ดร.สัตวแพทย์หญิง สุดสายใจ กรมาทิตย์สุข คณสัตว์เเพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อาจารย์ เอ เธอกำลังทำงานวิจัย ชื่อว่า การพัฒนาการผลิตน้ำนมอินทรีย์ในประเทศไทย ร่วมกับองค์การส่งเสริมโคนมเเห่งประเทศ ไทย (อ.ส.ค.) จุดเริ่มต้นเล็กๆ ของนมบัตเตอร์ฟลาย ออร์เเกนิค.




 

 


Powered by MakeWebEasy.com